Company Logo

Thaiyinyang.com ได้ปรับปรุงโฉม จัดน้าตาใหม่ ทำให้เวปน่าดูน่าอ่านมากขึ้นครับ รวมถึงบทความที่ได้เพิ่มเติมใหม่ในส่วนของการรักษาอาการต่างๆเช่น อาการผื่นลมพิษ อาการไซนัสอักเสบ อาการปวดท้องเมนส์ อาการแน่นท้องจุกเสียด อาการจากต่อมลูกหมากโต เป็นต้น ด้วยสมุนไพรจีน ซึ่งทั้งหมดเป็นประสบการณ์การรักษาจริงๆ ที่ผมนำมาเขียนให้อ่านง่ายๆ ให้ท่านผู้อ่านได้เห็นภาพว่า แพทย์จีนรักษาอาการต่างๆได้อย่างไร ตั้งแต่การซักประวัติตรวจร่างกายจนถึงการปรุงตำรับยาจีน ใช้สมุนไพรอะไรบ้าง เมื่ออ่านแล้วท่านจะเข้าใจและเห็นภาพเห็นคุณประโยชน์ของศาสตร์การแพทย์แผนจีน (TCM) ที่ใช้กันมานานหลายพันปี นับเป็นมรดกตกทอดของคนโบราณถึงคนยุคนี้อย่างแท้จริง และจะยังคงนำไปใช้ในอนาคตต่อๆไปได้อย่างแน่นอน หวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านของไทยหยินหยางได้บ้างไม่มากก็น้อยครับ


ประวัติการฝังเข็ม

ประวัติความเป็นมาของการฝังเข็มเพื่อรักษาผู้ป่วย สามารถสืบเสาะกลับไปยังอดีตได้ตั้งแต่ครั้งสมัยยุคหินใหม่ [New stone age] ราว 8,000-3,000 ปีก่อนคศ.มีหลักฐานเชื่อได้ว่า มนุษย์รู้จักการฝังเข็มมาก่อนที่จะรู้จักการนำสมุนไพรมาใช้รักษาโรค มีการค้นพบเข็มหิน ที่ใช้ในการฝังเข็มในสุสานโบราณ แถบมองโกเลียในและเมือง Hunan พบเข็มหิน3ชนิดที่มีความคมต่างๆกัน ทั้งชนิดที่คมมากใช้ในการเจาะเอาหนองออก จนถึงแบบไม่คม(ทู่)ซึ่งใช้ในการรักษาแบบ Gua Sha [Skin scraping] หลังจากนั้นก็มีการค้นพบเข็มที่ทำมาจากกระดูกและไม้ไผ่ เข็มโลหะถูกค้นพบในยุคทองสัมฤทธิ์ในระหว่างยุค Xia [2,205-1,766 ปีก่อนคศ.] และยุค Shang [1,766-1,122 ปีก่อนคศ.] ในยุคนั้นเข็มทำมาจากสัมฤทธิ์ หลังจากนั้นก็มีการนำเอาทองและเงินมาทำเป็นเข็ม หลังจากนั้นมาในราว 500 ปีก่อนคศ. มีการนำเอาหยกมาทำเป็นเข็มและในราวช่วง 200 ปีก่อนคศ. เข็มเหล็กกล้าจึงเริ่มเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกเพื่อจะได้เข้าใจถึงเหตุการณ์และพัฒนาการในแต่ละยุคสมัยที่ผ่านมาควรจะต้องเข้าใจถึงทฤษฏีการฝังเข็มบ้างจะได้ลำดับเหตุการณ์ได้

ภาพวาดเข็มโบราณในสมัยราชวงศ์หมิง

1. เข็มหัวลูกศร ใช้แทงผิวหนังตื้นๆ เพื่อเจาะระบบเลือด

2. เข็มปลายมน ใช้เป็นเครื่องมือสำหรับกดนวด

3. เข็มปลายทู่ ใช้สำหรับกดเส้นลมปราณ

4. เข็มปลายแหลมชอบมน ใช้สำหรับเจาะระบายเลือด

5. เข็มกระบี่ ใช้สำหรับกรีดหนอง

6. เข็มปลายแหลมขอบมน ใช้สำหรับแทงรักษาอาการปวดที่อยู่ลึก

7. เข็มเส้นขน ใช้ปรับการไหลเวียนลมปราณรักษาอาการปวดต่างๆ

8. เข็มยาว ใช้รักษาพยาธิสภาพที่อยู่ส่วนลึกๆของร่างกาย

9. เข็มใหญ่ ใช้เจาะน้ำในข้อ

ทฤษฏีหลักๆในการฝังเข็มมีอยู่ 6-7 ทฤษฏี ได้แก่

1.ทฤษฏี yin/yang

2.ทฤษฏีปัญจธาตุ [5 elements]

3.ทฤษฏีเส้นลมปราณ [Jingluo]

4.ทฤษฏีอวัยวะกลวง/ตัน ทั้ง12 [Zangfu]

5.ทฤษฏีชี่และเลือด [Qi & blood]

6.ทฤษฏีสาเหตุของโรค [Causes of diseases

7.ทฤษฏีการแยกแยะโรค [Differentiation of syndromes]

ในราวปีคศ. 200 จุดฝังเข็มทั้ง 349 จุดก็ได้ถูกบันทึกในตำราแล้ว ทางเดินของเส้นลมปราณก็ถูกบันทึกเช่นเดียวกัน รวมเวลากว่าจะพัฒนาเป็นความรู้ ทฤษฏีเส้นลมปราณ [รวมจุดฝังเข็มด้วย] ได้ใช้เวลาไป ประมาณ 8,000ปี ในราว 206 ปีก่อนคศ.-ปีคศ. 24 มีการค้นพบตำราในสุสาน Ma Wan Dui ในเมือง Hunan ซึ่งได้กล่าวถึงเส้นลมปราณจำนวน 11 เส้น สำหรับใช้ในการทำ Moxibustion ในจำนวน 11 เส้น มี 7 เส้นที่สัมพันธ์กับอวัยวะภายใน ในตำราเล่มนี้กล่าวถึง เฉพาะเส้นลมปราณโดยไม่ได้เอ่ยถึงจุดฝังเข็มแต่อย่างใด จึงสนับสนุนแนวคิดที่ว่าความรู้ทางด้านเส้นลมปราณถูกพัฒนาขึ้นมาก่อนแล้ว จึงตามมาด้วยความรู้ด้านจุดฝังเข็ม  อย่างไรก็ตามในช่วงท้ายของยุค Warring states [476-221 ปีก่อนคศ.] มีความชัดเจนว่าความรู้ทางด้านเส้นลมปราณและจุดฝังเข็ม ได้ถูกรวมกันเข้ากับความรู้กายวิภาคศาสตร์ ทำให้เกิดเป็นความรู้ ที่เป็นระบบขึ้นมา

ในยุค Warring states [476-221 ปีก่อนคศ.] ในมุมมองทางด้านการเมืองยุคนี้เป็นยุคที่เต็มไปด้วยความสับสนอลหม่าน สืบเนื่องมาจากการต่อสู้แย่งชิงเพื่อต้องการแบ่งแยกรัฐเป็นของตนเอง แต่ในทางเศรษฐกิจวัฒนธรรมแล้ว จะเห็นว่ายุคนี้มีความเจริญรุ่งเรืองมาก มีการนำเอาโลหะมาใช้งาน มีการเปิดเหมือง มีการนำเอาปุ๋ยและเครื่องมือใหม่ๆมาใช้ในการเกษตร มีการขุดคลองทั้งเพื่อการขนส่งและเพื่อการชลประทาน ทำให้เกิดการซื้อขายสินค้าขึ้นในระหว่างเมืองต่างๆ รวมทั้งความเจริญในด้านวรรณกรรมและตำราแพทย์ในยุคนี้ได้เกิดตำราทางการแพทย์ที่สำคัญขึ้นมา ได้แก่ Nei Jing, Nan Jing, Shen Nong Ben Cao [เฉพาะเล่มที่สามจะเป็นตำราทางด้าน เภสัชสมุนไพรเล่มแรก, The first herbal pharmacopoeia]

ในราวปีคศ. 158-166 Zhang Zhong Jing ได้เขียนตำราแพทย์ทางด้านสมุนไพร "Shang Han Lun" เฉพาะโรคทางด้านที่ถูกความเย็นมากระทำ นับว่าเป็นตำราทางด้านคลีนิค ที่พูดถึงเรื่องอาการการวินิจฉัยและการรักษา ตำราเล่มนี้ยังสามารถใช้เป็นตำราพื้นฐาน ในปัจจุบันได้อยู่

 

ในราวปีคศ. 215-282 Huang Fu Mi ได้เขียนตำราเฉพาะทางด้านฝังเข็ม เจาะลึก [monograph] ในด้าน ทฤษฏีอวัยวะกลวง/ตัน ทั้ง12 [Zangfu] ทฤษฏีพลังชี่และเลือด ทฤษฏีเส้นลมปราณ [Jingluo] และจุดฝังเข็มต่างๆ เป็นตำราที่กล่าวถึงจุดฝังเข็มถึง 349 จุด อธิบายถึงสรรพคุณของจุดต่างๆ ในการรักษาโรค

ในยุคราชวงค์ Tang [ปีคศ. 618-907] เป็นยุคที่มีความเจริญมากยุคหนึ่ง ได้เกิดแพทย์จีนที่มีชื่อเสียง ขึ้น 2 ท่าน ชื่อ Sun Si Miao และ Wang Tao ได้เขียนตำราที่กล่าวถึงจุดเจ็บ [Ah Shi] การใช้ moxibustion ในการป้องกันโรค

ในยุคราชวงค์ Song [ปีคศ. 960-1279] ได้เกิดแพทย์จีนที่มีชื่อเสียง ขึ้น 2 ท่าน ชื่อ Wang Wei Yi และ Wang Zhi Zhong ท่านแรกสร้างหุ่นสัมฤทธิ์ขนาดเท่าคนจริงพร้อมจุดฝังเข็ม เพื่อใช้ในการสอบ ภายในหุ่นบรรจุน้ำ ส่วนจุดฝังเข็มเป็นรูเคลือบด้วยขี้ผึ้ง ท่านที่สองเขียนตำราชื่อ "Zhen Jin Zing Jiang" ที่รวบรวมประสบการณ์อดีตเข้าด้วยกัน พร้อมความรู้ทางด้าน เทคนิคใหม่ๆ และการรักษาทางด้านอายุรกรรม สูตินารีเวช เด็ก การผ่าตัด พร้อมกรณีศึกษาต่างๆ

ในยุคราชวงศ์ Yuan [ปีคศ. 1280-1368] แพทย์จีน Hua Bo Ren ได้เขียนตำรากล่าวถึง Extra meridians ที่ระบุว่าทั้ง 12 เส้นลมปราณเกี่ยวข้องกับอวัยวะภายใน ขณะที่ Ren และ Du mai ไม่สัมพันธ์อาจกล่าวได้ว่ายุคนี้เป็นยุคที่การฝังเข็มได้พัฒนาและเจริญถึงขีดสูงสุดหลังจากนี้ก็เริ่มเสื่อมถอยลงไป

ในยุคราชวงศ์ Ming [ปีคศ. 1368-1644] ได้เกิดแพทย์จีนที่มีชื่อเสียงขึ้น 2 ท่าน ชื่อ Yang Ji Zhou และ Li shi Zhen ท่านแรกเขียนตำรา 2 เล่มชื่อ "Zhen Jiu Da Cheng" และ "The compendium of acupuncture" ส่วนท่านหลังเขียนตำราสำคัญทาง สมุนไพรชื่อ "Ben Cao Gang Mu" เป็นตำราถึง 50 เล่ม อธิบายเกี่ยวกับสมุนไพร 1,500 ตัว และสูตรตำรับยาอีก 15,000 ตำรับ

ในยุคราชวงศ์ Qing [ปีคศ.1644-1911] เป็นยุคเสื่อมของการแพทย์แผนจีน จากผลของลัทธิล่าอาณานิคม และการเข้ามาของการแพทย์ตะวันตก ในปีคศ. 1822 ได้มีการสั่งยกเลิก การฝังเข็ม โดยมีเหตุผลข้อหนึ่งว่า การให้ผู้ป่วยถอดเสื้อผ้าฝังเข็มเป็นการไม่เหมาะสม ทำให้มีผลกระทบกับวิชาชีพนี้มาก ภายหลังสงครามฝิ่น ในปีคศ. 1840 การแพทย์ตะวันตกได้เข้ามาในประเทศจีนอย่างมากมาย จึงทำให้มีผลต่อการแพทย์แผนจีนให้ถูกบีบคั้นทั้งระบบ แพทย์จีนที่ยังหลงเหลืออยู่จึงเป็นส่วนที่อยู่ในชนบทไม่ใช่ในเมือง

ในยุคสาธารณรัฐ ระหว่างปีคศ. 1911-1949 พรรคก๊กมินตั๋ง มีความพยายามจะสั่งยกเลิกการฝังเข็ม ในปีคศ. 1930 แต่ได้รับการต่อต้านอย่างหนักจากแพทย์จีนจึงไม่สามารถยกเลิกได้ ภายหลังการปลดปล่อยในปีคศ.1949 เกิดการทวนกลับของกระแสการรักษาแผนจีน ซึ่งตรงกับความต้องการส่วนใหญ่ของประชาชนที่ให้การสนับสนุน ซึ่งในยุคนี้แพทย์ตะวันตกเองก็มีจำนวนน้อยลงมากเหลือเพียงไม่กี่พันคนทั้งประเทศ จากนั้นมาการแพทย์แผนจีนจึงได้กลับมามีบทบาทใหม่เทียบเคียงได้กับการแพทย์แผนตะวันตกอีกครั้ง

ในระหว่างการปฏิวัติวัฒนธรรม ช่วงปีคศ. 1966-1976 มีการพัฒนาเทคนิคการรักษาฝังเข็มเพิ่มขึ้นจากเดิม เช่น

1. การฝังเข็มหู [Ear acupuncture]

2. การฝังเข็มศรีษะ [Scalp acupuncture]

3. การใช้ด้ายผ่าตัดเย็บเข้าจุดฝังเข็ม [Cat gut surgery]

4.การฝังเข็มแบบเข็มค้างติดตัวผู้ป่วย [Needle embedding therapy]

5. การฉีดยาที่จุดฝังเข็ม [Point injection therapy]

6. การฝังเข็มแบบเข็มยาว [Long needle therapy]

7. การฝังเข็มให้ชาเพื่อผ่าตัด [Acupuncture anasthesia]

8. การฝังเข็มพร้อมไฟฟ้ากระตุ้น [Electrical acupuncture]

เหตุผลที่มีการประยุกต์วิธีต่างๆเข้ามาดังกล่าวเพราะจำนวนแพทย์ตะวันตกมีไม่เพียงพอ จึงทำให้แพทย์แผนจีนต้องประยุกต์วิธีต่างๆเข้ามาช่วยการรักษา ในปัจจุบันการรักษาบางแบบก็ได้ยกเลิก และไม่ได้ใช้รักษาผู้ป่วยแล้ว ในปัจจุบันประเทศจีน TCM ได้รับการปฏิบัติเทียบเท่าแพทย์ตะวันตก ในมหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์แผนตะวันตก จะจัดเวลาการสอนให้ครอบคลุมแผนจีน 15% ของเวลาทั้งหมด และในมหาวิทยาลัยแพทย์จีนจะจัดเวลาการสอน ให้ครอบคลุมแผนตะวันตก 30% ของเวลาทั้งหมด ในมหาวิทยาลัยแพทย์ Nanjing หลักสูตรแพทย์จีนเพิ่มขึ้นจาก 5 ปีไปเป็น 6 ปี หลักสูตรเภสัชกรรมแผนจีน 4 ปี ในปัจจุบันการฝังเข็มนอกจากเปิดให้ บริการในรพ.แผนจีนแล้ว ยังเป็นที่ยอมรับและ เป็นส่วนหนึ่งของการรักษา ในรพ.ทั่วไปอีกด้วยตามนโยบายของประเทศที่ให้พึ่งตนเองสูงสุด




Downloaded from free Joomla templates | free website templates | Free Wallpapers HD. Designed by: joomla themes download php hosting Valid XHTML and CSS.

Cliick ดูภาพคลีนิก (Click view clinic photograph)