Main Menu
เบาหวานกับสมุนไพรจีน

ได้ฟังได้อ่านจากสื่อและเอกสารต่างๆ พูดถึงโรคที่สร้างปัญหาให้คนไทย สร้างภาระค่าใช้จ่ายให้กับสถานบริการและประเทศชาติ คงหนีไม่พ้นไปจาก 6 โรคหลักๆ ซึ่งได้แก่โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจ ไขมันในเลือดสูง หลอดเลือดในสมอง และ มะเร็ง ซึ่งล้วนแต่เป็นโรคที่ป้องกันได้ทั้งสิ้น จะมียกเว้นมะเร็งอยู่โรคเดียวที่เห็นจะปนๆกัน เป็นทั้งเรื่องป้องกันได้และเรื่องของฟ้าลิขิต แต่อีกห้าโรคล้วนเป็นโรคที่ป้องกันและหลีกเลี่ยงได้ทั้งสิ้น หากประมาณการคนไทยที่ป่วยด้วยโรคกลุ่มนี้ รวม 19 ล้านคนต่อปีมารับบริการที่สถานบริการทั้งภาครัฐและเอกชน เสียค่ารักษาพยาบาลรวมเกือบแสนล้านบาท คิดเป็นประมาณ1 % ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ
การป้องกันโรคที่เป็นปัญหาดังกล่าวข้างต้นได้บ้าง ย่อมจะนำไปสู่การมีสุขภาพที่ดีขึ้นของคนไทยอย่างแน่นอน ช่วยลดภาระในการดูแลรักษาพยาบาล ลดงบประมาณของประเทศชาติที่จะต้องนำไปช่วยรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้ ซึ่งล้วนเป็นโรคที่ป้องกันได้ทั้งสิ้น
โรคเบาหวาน ใครๆก็รู้ว่าเป็นเรื่องกรรมพันธุ์ เมื่อรู้ว่าพ่อหรือแม่เป็นเบาหวาน ควรจะต้องระมัดระวังเรื่องการบริโภคอาหาร ตรงกันข้ามพอรู้ว่ามีพ่อหรือแม่เป็นเบาหวาน ก็ไม่ยั้งมือกันเลย กินทุกอย่างที่ขวางหน้า เข้าทำนองว่าไหนๆก็จะเป็นเบาหวานกันแล้วจะไปอดทำไม กินซะให้เข็ด มีเอกสารมากมายที่พบว่าคนในครอบครัวที่มีพ่อหรือแม่เป็นเบาหวาน แต่ลูกๆไม่ได้เป็นเบาหวานกันทุกคน เบาหวานเป็นเรื่องที่ป้องกันได้แน่นอน จากตัวเลขการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยครั้งล่าสุดครั้งที่ 4 (ปีพศ. 2551-52) โดยสสท/สวรส (สำนักงานสำรวจสุขภาพประชากรไทย/สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข) พบว่าคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปมีความชุกของเบาหวานถึง 6.9% (ผู้หญิงพบร้อยละ 7.7 ผู้ชายพบร้อยละ 6 หมายถึงผู้หญิงเป็นเบาหวานมากกว่าผู้ชาย) หมายความว่ามีคนไทยที่เป็นเบาหวานอยู่ในขณะนี้ถึง 3.5 ล้านคน และพบว่า 1 ใน 3 ของคนกลุ่มนี้ (ประมาณ 1.1 ล้านคน) ไม่ทราบว่าตนเองเป็นเบาหวาน และในผู้ที่ทราบว่าตนเป็นเบาหวานแล้วมีถึง 3% หรือ 9 แสนคนที่ไม่ได้รับการรักษา ผู้ป่วยเบาหวานเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมองสูงถึง 2-4 เท่า มากกว่าครึ่งพบความผิดปกติของระบบประสาท และเสื่อมสมรรถภาพทางเพศในผู้ชาย เกิดภาวะแทรกซ้อนทางตา เท้าและไตอีกด้วย และยังพบอีกว่าคนไทยชอบกินหวานกันมาก กล่าวคือ กินน้ำตาลมากถึงวันละ 20 ช้อนชา (ระดับมาตรฐาน ไม่ควรเกิน 6-8 ช้อนชา ต่อวัน)
โรคไขมันในเลือดสูง เป็นอีกโรคหนึ่งที่โดนข้อหากรรมพันธุ์เหมือนกัน ซึ่งก็คงมีความจริงอยู่บ้าง เพราะเห็นมีบางคนรูปร่างไม่ได้อ้วนเลย แถมยังมีรูปร่างผอมบาง กินอาหารก็เลี่ยงพวกของมัน ทอด ปิ้ง ย่าง แต่ไขมันในเลือดก็ยังสูงได้ แต่นั่นเป็นกับคนส่วนน้อยอยู่ในจำพวกยกเว้นหรือพวก exception ครับ คนส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นกันแบบนี้ แต่เป็นพวกที่นิยมกินของมันกันทั้งนั้น จากตัวเลขการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยครั้งล่าสุดครั้งที่ 4 (ปีพศ. 2551-52) โดยสสท/สวรส (สำนักงานสำรวจสุขภาพประชากรไทย/สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข) พบว่าคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปมีความชุกของไขมันสูงถึง 19.1% (ผู้หญิงพบร้อยละ 21.4 ผู้ชายพบร้อยละ 16.7 หมายถึงผู้หญิงมีไขมันสูงมากกว่าผู้ชาย) หมายความว่ามีคนไทยที่มีไขมันในเลือดสูงอยู่ในขณะนี้ถึง 9.6 ล้านคน
โรคความดันโลหิตสูงก็เช่นเดียวกัน ไปโทษกรรมพันธุ์อีก บอกว่าพ่อแม่เป็น ตัวเองก็เลยต้องเป็น ทั้งๆที่เรื่องความดันโลหิตสูงเกิดจากพฤติกรรมการกินอาหารของตนเองที่ชอบอาหารรสจัด ไม่ว่าจะเผ็ดจัดหริอเค็มจัด บางคนปฏิเสธว่าไม่กินเค็มแต่กินเผ็ด เหมือนจะบอกว่ากินรสเผ็ดแต่ไม่เค็ม จากตัวเลขการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยครั้งล่าสุดครั้งที่ 4 (ปีพศ. 2551-52) โดยสสท/สวรส (สำนักงานสำรวจสุขภาพประชากรไทย/สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข) พบว่าคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปมีความชุกของความดันโลหิตสูงถึง 21.4% (ผู้หญิง ผู้ชายมีภาวะความชุกใกล้เคียงกัน) หมายความว่ามีคนไทยที่มีความดันโลหิตสูงอยู่ในขณะนี้ถึง 10.8 ล้านคน ในจำนวนนี้มีถึงร้อยละ 70 ที่ไม่ทราบว่าตนเองมีภาวะความดันโลหิตสูง และในจำนวนนี้มีเพียง 1.1 ล้านคนที่ควบคุมความดันโลหิตได้
มีตัวเลขที่น่าสนใจพบว่าผู้ชาย 11% และผู้หญิง 17% ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง และเป็นเบาหวานร่วมด้วย และพบว่าผู้ชาย 39% และผู้หญิง 45% ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงมีภาวะไขมันในเลือดสูงร่วมด้วย แปลผลได้ว่า เกือบครึ่งหนึ่งของผู้ที่มีความดันโลหิตสูง จะมีไขมันในเลือดสูง

จึงดูเสมือนหนึ่งว่าทั้งสามโรค (โรคเบาหวาน โรคไขมันสูง โรคความดันโลหิตสูง) จะเป็นสาเหตุให้เกิดอีกสองโรคตามมา คือ โรคเส้นเลือดในสมองตีบหรือแตกและโรคหัวใจ ผู้เขียนจึงมีความเห็นว่าถ้าหากป้องกันไม่ให้เกิดโรคทั้งสามได้ อีกสองโรค (โรคเส้นเลือดในสมองตีบหรือแตก หัวใจ) ก็น่าจะป้องกันได้ด้วย แต่ในด้านวิชาการแล้ว ยังมีสาเหตุอื่นๆเข้ามาพัวพันที่ทำให้เกิดอีกสองโรคนี้ได้อีก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเครียด พฤติกรรมการไม่ชอบออกกำลังกาย พฤติกรรมการดื่มเหล้าสูบบุหรี่ พฤติกรรมการทานอาหารเสี่ยง พฤติกรรมการใช้ชีวิตกลางคืน ซึ่งล้วนแต่เป็นปัจจัยเสี่ยงและสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ทั้งสิ้น
ในมุมมองของแพทย์จีนเองมีมุมมองของโรคทั้ง 5 (โรคเบาหวาน โรคไขมันสูง โรคความดันโลหิตสูง โรคเส้นเลือดในสมองตีบแตก โรคหัวใจ) นี้ไม่ต่างไปจากแพทย์แผนปัจจุบัน ที่มองสาเหตุการเกิดโรคทั้งห้า ว่าล้วนมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมต่างๆที่กล่าวไปข้างต้น ที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน การรักษาของทางแผนจีนเองจึงมุ่งเน้นไปในด้านการจัดปรับสมดุลของร่างกาย ให้กลับมาดีดังเดิม เมื่อร่างกายเกิดสมดุลระดับน้ำตาลในร่างกายจะกลับมาสู่ระดับปกติ ความดันโลหิตจะกลับมาสู่ระดับปกติ ระดับไขมันในเลือดที่เคยสูงจะลดระดับลงมา ความแตกต่างระหว่างการรักษาของแพทย์แผนปัจจุบันและแผนจีน ได้แก่ มุมมองและหลักการพื้นฐานซึ่งมองการทำงานของร่างกายและอวัยวะทั้งหมดว่าล้วนมีผลกระทบถึงกันทั้งสิ้น รวมถึงการแยกแยะวินิจฉัยโรคและการรักษา
- ต่อไป
- ต่อไป >>





